Category: Uncategorized

  • One Man Company Coffee Talk #1

    เมื่อวานเป็นวันแรกที่รวมตัวคนที่มีแพสชันเรื่อง “One Man Company” มาพบปะ พูดคุย ปันประสบการณ์กันในสไตล์ Coffee Talk เป็นครั้งแรก ในคลับชื่อวันแมนคัมพานี หลายคนรู้จักกันมาก่อน ก็ต่อกันติดไม่ยาก บางคนเพิ่งได้เจอกันเป็นครั้งแรก ก็ใช้เวลาอุ่นเครื่องเล่าเรื่องอยู่พักนึง แต่ก็ไม่นานนักก็พาเข้าสู่บทสนทนาของเทรนด์การสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียว ตัวผมเองนั้นมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่พอสมควร ผมเข้าไปทำงานในบริษัทและออกมารันธุรกิจวันแมนอยู่หลายครั้งสลับกันไป ผมเคยทำสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือขายดีหลายแสนเล่ม เคยไปจัดสัมนาเวิร์กช็อปทั่วประเทศคนฟังนับร้อย ทั้งหมดนี้รันด้วยตัวคนเดียว ที่ทำได้ในช่วงเวลานั้น (2009) ก็เพราะไอทีที่มีและการ outsoucing ได้ 100%  แต่วันที่โลกเปลี่ยน โซเชียลมีเดียเข้ามาดิสรัปสิ่งพิมพ์ เมื่อมองไปไกลๆ ผมก็เห็นว่าเส้นทางน่าจะลำบาก ก็เลยเลือก Exit ออกทั้งที่ไม่ได้ขาดทุน และย้ายไปบุกเบิกในส่วนอื่นแทน วันเวลาไหลผ่านไปเร็วยิ่งกว่าสายน้ำ ในปี 2026 ผมเริ่มกลับมามองงานหนังสืออีกครั้ง แต่มองในมิติอื่น ในรูปแบบการทำงานใหม่ จากหนังสือกระดาษกลายเป็นอีบุ้ค โดยเราเชื่อว่าคนอ่านจริงๆไม่ได้ลดลงเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ภาชนะ” ต่างหาก จาก “กระดาษ” กลายเป็น “กระจก” ดังนั้นหน้าตาของ “ของ” ที่ส่งมอบก็ต้องเปลี่ยนตามยุคสมัย และสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปอีกอย่าง คือ…

  • ประวัติศาสตร์และแคลคูลัสเหมือนกันอย่างไร?

    “แคลคูลัส” หนึ่งในเสาหลักของวงการคณิตศาสตร์ ที่นักเรียนสายวิทย์จะต้องคุ้นเคย ถึงแม้ว่าจะลืมไปเกือบหมดแล้วก็ตาม ว่าไปแล้วแคลคูลัสเกิดขึ้นมาด้วยเหตุบังเอิญ และแรงขับของเซเลปนามว่า “ไอแซค นิวตัน” ที่กำลังสร้างทฤษฏีกฎแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ แต่คณิตศาสตร์ยุคนั้นไม่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรต่างๆตาม ทฤษฏีของนิวตันได้ เช่นการเปลี่ยนของความเร็วเป็นความเร่ง ด้วยเหตุนี้นิวตันจึงได้พยายามพัฒนาหลักการ คณิตศาสตร์ขึ้นมาใหม่ชุดหนึ่ง เพื่อมาตามติด “การเปลี่ยนแปลง” โดยเฉพาะ จนท้ายสุดก็สร้างออกมาสำเร็จในชื่อที่เรียกว่า “แคลคูลัส” ดังนั้นถ้าจะพูดให้สั้นที่สุดว่าแคลคูลัสคืออะไร ก็คงต้องตอบว่าเป็น “คณิตศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง” เพื่อติดตามหาค่าจากจุดเริ่มต้น จุดกลาง ไปจนถึงการทำนายจุดข้างหน้าที่อาจจะยังไม่เกิด และนี่คือหนึ่งในสาขาคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากในหลากหลายวงการ ทีนี้ย้อนมาดูเรื่อง “ประวัติศาสตร์” บ้างประวัติศาสตร์คืออะไร?หลาย คนอาจจะตอบว่า “ประวัติศาสตร์ก็คือเรื่องในอดีต” คำตอบนี้ถ้าบอกว่าผิดก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าบอกว่าถูกมันก็คงจะ “แคบเกินไปที่จะสรุปแบบนั้น” เพราะหัวใจมันไม่ใช่เรื่องนี้ ประวัติศาสตร์ คือ “จุดเริ่มต้นในอดีตที่สนใจและการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น” แล้วทำไมถึงเปลี่ยน เปลี่ยนอย่างไร ใครคือตัวละครที่เกี่ยวข้องในเส้นเรื่องและคำถามอีกมากมายที่ชวนให้คิด ชวนให้ค้นหาคำตอบ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นอย่างนั้น?ก็ มาจากหลักฐาน พยาน คำบอกเล่า ข้อเขียน ฯลฯ แล้วเอามาตีความด้วยมุมมอง ความเชื่อ ความรู้ ผลประโยชน์ และอำนาจ จากนั้นก็ออกมาเป็น “ชุดความเชื่อหนึ่ง” ที่บางคนเรียกว่า “ความจริง” บ้างก็เรียกว่า…

  • ยุคตื่นรู้ทางปัญญา (Age of Enlightenment)

    ผมบังเอิญไปคอมเมนท์เพื่อนในประเด็นการเปลี่ยนผ่าน ยุคสมัย เพื่อนบอกว่าให้เข้าสู่เรเนซองส์ เราบอกให้ต่อไปอีกนิดเข้าสู่ยุคตื่นรู้ทางปัญญาไปเลย เพื่อนรุ่นพี่อีกคนรบเร้าให้ช่วยเล่าเรื่องยุคนี้ให้ละเอียดหน่อย ไหนๆจะเมนท์เล่าแล้ว ผมเลยคิดว่าเอามาเขียนเป็นบทความสั้นๆน่าจะดีกว่า เผื่อคนอื่นอยากจะอ่านด้วย พูดถึงยุคสมัยในประวัตศาสตร์แล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า คนในยุคนั้นๆพวกเขาไม่รู้หรอกว่าเรียกว่ายุคอะไร เพราะไม่มีใครเรียกกัน การเรียกขานนั้นเกิดจากนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังตั้งชื่อขึ้นมากันเอง เพื่อสื่อถึงช่วงเวลา แทนที่จะมานั่งจำตัวเลขปีเพียงอย่างเดียว โดยเลือกลักษณะที่เด่นที่สุดของช่วงเวลานั้นๆ อย่างเช่น “ยุคมืด” ของยุโรป ที่กินเวลานับพันปี ที่เรียกกันเช่นนั้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่เลย ด้วยเหตุผลที่สังคมโดนครอบงำด้วย “อำนาจใหม่” ที่เรียกว่า “ศาสนจักร” ที่จับมือกับอำนาจเก่าที่ชื่อว่า “รัฐ” ใครที่สงสัย ตั้งคำถาม หรือคิดต่างจากสองอำนาจที่กล่าวมา จะสุ่มเสี่ยงต่อการยัดข้อหาทั้งเป็นคนนอกรีต แม่มด ไม่โดนจับไปขัง ก็เอาไปเผา ต่อให้ข้อสงสัยคำอธิบายนั้นจะหมดจดแจ่มแจ้ง ประจักษ์ต่อลูกตาแค่ไหน พวกนั้นก็ไม่ฟัง ตัวอย่างที่เราได้ยินมามากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของกาลิเลโอที่บอกว่าโลกกลม พูดปุ๊ปความซวยก็เดินทางมาถึงทันที พูดความจริงก็ติดคุกได้ เพราะสังคมยุคนั้น “คลั่งความลวง” “คลั่งอำนาจ” การสิ้นสุดของยุคมืด นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะนับช่วงเวลาที่กรุงสแตนติโนเปิลโดนตีแตก พ่ายแพ้ต่อจักรวรรดิออตโตมาน ที่เมเหมดที่สองนำทัพไปเอง (ใครสนใจช่วงเวลานี้แนะนำให้ไปดูซีรีย์ Ottoman ใน netflix นะ ทำได้ดีเชียว มีสองซีซันล่ะ…